Man vs. Bee (2022)

Untitled07903

สำหรับผมแล้ว การได้เห็นลุง Rowan Atkinson มาทำท่ายึกยักยึกยือพร้อมด้วยสารพัดพฤติกรรมเพี้ยน แค่นี้ก็ได้รอยยิ้ม+ความผ่อนคลายแล้วครับ

Man vs. Bee นั้นไม่มีอะไรเลยครับ เป็นเรื่องระหว่างคนชื่อเทรเวอร์ (Atkinson) กับผึ้งตัวหนึ่ง (มีชื่อไหมอันนี้ไม่รู้) เรื่องคือเทรเวอร์ต้องไปเฝ้าบ้านหรูที่เต็มไปด้วยของแพงครับ แต่เพราะมีผึ้งหนึ่งตัวบินเข้ามาในบ้าน พี่เทรเวอร์เลยพยายามจะกำจัดมันออกไป แต่ยิ่งทำดันยิ่งวุ่น หายนะเกิดกับของในบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วบทลงเอยระหว่างผึ้งกับคนจะไปลงที่ตรงไหน ก็ลองหาคำตอบได้เลยครับ

ตอนแรกผมนึกว่าจะมาเป็นหนังนะครับ พอเห็นแบ่งเป็นตอนๆ เป็นซีรี่ส์ก็แอบแปลกใจเพราะเรื่องมันไม่น่าจะยาว แล้วมันก็ไม่ยาวจริงๆ ครับ ซีรี่ส์มี 9 ตอน ตอนละประมาณ 10 นาทีกว่า ถ้าเอาเฉพาะเนื่องเรื่องจริงๆ ผมว่าไม่น่าจะเกิน 100 นาที อันเป็นเวลามาตรฐานที่พอเหมาะสำหรับหนังตลกสักเรื่อง แต่เดาว่าคงเผื่อไว้สำหรับบางคนที่อาจเบื่อการมาดูคนตีกับผึ้งแบบยาวๆ เลยซอยแบ่งตอนเอาไว้ ใครใคร่ดูยาวๆ ก็ดูไป ใครดูแล้วอยากพักก็พักได้ ว่างเมื่อไรค่อยมาดูต่อ ก็ถือเป็นกลยุทธ์ที่เข้าท่าครับ

ส่วนผมนั้นนั่งดูยาวเลยครับ ถามว่าชอบมากไหมก็ไม่ถึงกับชอบมาก แต่ก็อยู่ในข่ายชอบน่ะครับ พลังสำคัญก็คือลุง Rowan Atkinson นี่แหละ เขาถือเป็นหนึ่งในดาราไม่กี่คนที่สามารถมารับบทอะไรแบบนี้ได้ และสามารถดึงความสนใจคนดูด้วยการแสดงแบบวันแมนโชว์แบบนี้ได้ ดังนั้นถ้าใครชอบและคิดถึงลุงเขา ผมว่าน่าจะเพลินกับซีรี่ส์นี้ไม่มากก็น้อย

จริงๆ ผมแอบลุ้นนะครับ ลุ้นว่ามันจะมีอะไรมากกว่าความขำหรือเปล่า เพราะหนังมีการสอดแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อๆ ลูกๆ ลงไป ประมาณว่าเทรเวอร์แยกกันอยู่กับภรรยา แล้วก็มีลูกสาวหนึ่งคนครับ แล้วก็ดูท่าว่าชีวิตเขาจะผ่านความล้มเหลวมาเยอะ ทำให้ภรรยาและลูกผิดหวังมามาก แต่ลูกก็ยังรักเขาอยู่ดี และหวังว่าจะได้ไปเที่ยวกับพ่อสักวัน

ที่ว่าลุ้นก็คือลุ้นว่าหนังจะให้พื้นที่เรื่องเชิงดราม่านี้ลงมาสักเท่าไร ประมาณว่าจะมาทั้งความขำและเรื่องซึ้งๆ ไหม ซึ่งผลปรากฏว่าก็เปล่าครับ เรื่องลูกสาวนี่ไม่เน้นเท่าไร คือมีแทรกลงไปบ้างพอให้มีโทนอบอุ่น แต่ไม่ได้ขยี้เรื่องให้นำมาสู่ความซึ้งหรือประทับใจ ก็แอบเสียดายนิดๆ เพราะหากหนังสามารถผสมความรักพ่อลูกและเรื่องซึ้งๆ ลงไปมันคงทำให้ซีรี่ส์นี้มีอะไรมากขึ้น แต่ก็พอเข้าใจน่ะครับ เขาทำออกมาเน้นขำ ไม่มีซึ้งก็ไม่ถือว่าแปลก – แค่แอบเสียดายเท่านั้นแหละครับ เพราะจริงๆ ผมว่าลุง Rowan แกเล่นได้นะ บทแบบซึ้งๆ น่ารักๆ และน่าจะสร้างความประทับใจได้ไม่น้อยด้วย

Untitled07905

ซีรี่ส์นี้กำกับโดย David Kerr ที่ทำ Johnny English Strikes Again น่ะครับ ถ้าว่ากันถึงเรื่องราวหรือการเดินเรื่องแล้ว จริงๆ อาจยังไม่เด่นเท่าไร ส่วนมากจะโดนลีลาอันเป็นเอกลักษณ์ของลุง Rowan ครองซีนเสียมาก

ผมนั่งเปิดดูซึรี่ส์นี้ในยามหัวค่ำของวันหนึ่งครับ วันนั้นภาระงานหนักอยู่เหมือนกัน เป็นวันที่เหนื่อยใช้ได้ แล้วก็ตัดสินใจเลือกดูเรื่องนี้แบบไม่คาดหวังอะไร แค่อยากดูอะไรเบาๆ ที่ทำให้ผ่อนคลาย พักสมองบ้างอะไรบ้าง แล้วผลที่ได้ก็นับว่าน่าพอใจครับ อาจเพราะเราคุ้นเคยกับตลกสไตล์ Mr. Bean แบบนี้ การได้หวนมาดูอีกครั้งก็เป็นทั้งการรำลึกถึงสไตล์ตลกแบบเก่าๆ และได้ย้อนวันวานแบบเล็กๆ เป็นอะไรที่มีความสุขดีครับ

อารมณ์ประมาณเหมือนวันเหนื่อยๆ แล้วมีเพื่อนเก่าจอมฮาแวะมาบ้านสักสองชั่วโมงกว่าๆ ก็ให้ความรู้สึกทีผ่อนคลายสบายดีครับ

เกร็ดเล็กๆ ที่อยากให้รู้กันก็คือ หากยังจำกันได้จะมีตอนหนึ่งของ Mr. Bean ที่เขากำลังจะกินขนม Cherry Bakewell ในสวน แล้วก็เจอผึ้งมากวนโมโห (อยู่ในตอน The Trouble with Mr. Bean ครับ) ซึ่งขนมชิ้นน้อยๆ ที่เทรเวอร์หยิบมาเตรียมกินก่อนจะโดนผึ้งตามราวีในบ้านในตอนแรกนั้นก็คือ Cherry Bakewell เหมือนกันครับ

นอกจากนี้คอนเซปต์เรื่องว่าด้วยคนตีกับผึ้งนั้น ทำให้คนทำหนังหลายคนนึกไปถึงโปรเจคท์ที่ชื่อว่า The Bee หนังที่สร้างไม่สำเร็จของ John Hughes ผู้เขียนบท Home Alone ครับ

แรกเริ่มเดิมทีผู้กำกับ John Hughes เขาจะทำเป็นหนังเรื่อง The Bee ตั้งแต่ยุค 90 ครับ โดยวางตัวให้ Daniel Stern (ที่แสดงเป็นมาร์ฟ โจรร่างสูงใน Home Alone) รับบทเป็นสถาปนิกที่ต้องรีบทำงานให้เสร็จ แต่ดันโดนผึ้งมาก่อกวนชีวิตจนทำให้เขาต้องพังบ้านเป็นแถบๆ และพังชีวิตตัวเองจนยับเยิน

แต่เนื่องจากหนังต้องใช้ทุนสร้างถึง $50 ล้าน ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น (เทียบง่ายๆ ครับ ขนาดหนัง Robin Hood: Prince Of Thieves ของ Kevin Costner ยังใช้ทุนแค่ $48 ล้านเท่านั้น) แล้วผลงานระยะหลังของ Hughes อย่าง Baby’s Day Out ก็ยังไม่ทำเงินอีก โปรเจคท์เลยถูกแขวนไว้นานหลายสิบปี จนกระทั่ง Hughes เสียชีวิตในปี 2009 เลยทำให้ The Bee ไม่ได้สร้างครับ

สำหรับ Man vs. Bee นี้ แม้จะไม่ได้อิงบทมาจากงานของ John Hughes โดยตรง แต่ตัวคอนเซปต์และบางช่วงบางตอนก็ใบ้เป็นเลาๆ ครับว่าอาจได้แรงบันดาลใจมาจาก The Bee ไม่มากก็น้อย

โดยรวมแล้วถือเป็นซีรี่ส์ที่ดูเพลินๆ เอาฮาได้ดีครับ ยกเว้นท่านจะไม่ชอบตลกสไตล์ยึกยักแบบ Mr. Bean ก็อาจไม่สนุกกับซีรี่ส์นี้สักเท่าไรหรือถ้าคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลก็อาจรู้สึกรำคาญนายเทรเวอร์คนนี้เอามากๆ ก็ได้ เพราะหลายอย่างที่พี่แกทำก็ดูเว่อร์เหลือแสน หรือไม่ก็ขาดสติมากมาย ถ้าคิดเยอะหน่อยความสนุกก็อาจลดลงครับ (อย่าว่าแต่คนอื่น ผมเองก็ยังแอบคิดในบางฉากเลย อะไรจะสติหลุดได้ปานนั้น 555) – แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นการสะท้อนมนุษย์ยามขาดสติ หรือใช้แต่อารมณ์เป็นตัวตั้งได้ไม่น้อยเหมือนกัน

แต่ถ้าใครคิดถึง Mr. Bean หรือลุง Rowan ล่ะก็ ลองชมกันได้ครับ ดูลุงเขาให้หายคิดถึง ลุงเขาก็ยังคงมีความเป็น Bean แบบที่เรารักนั่นแหละ

อีกอย่างที่รู้สึกคือ รู้สึกขอบคุณคนประดิษฐ์ไม้ช็อตยุงมาให้ชาวไทยใช้เหลือเกินครับ ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ (แม้จะบาปขึ้นเยอะด้วยก็ตาม) จนอยากส่งไม้ไปให้เทรเวอร์ใช้สักอันครับ รับรองเรื่องจบในไม่กี่นาที

…แต่พอนึกถึงหน้าลุง Rowan อีกทีแล้ว… ชักไม่แน่ใจแฮะ ว่าเรื่องจะจบไวหรือเกิดหายนะระดับมโหฬารหนักกว่าเดิม 555

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Untitled07904