The School for Good and Evil (2022) โรงเรียนแห่งความดีและความชั่ว

Untitled08610

ผมแบ่งหนังแฟนตาซีออกเป็น 3 แนวง่ายๆ ครับ แนวแรกคือเข้มจริงจัง มีรายละเอียด มีอาณาจักร มีสงครามรบพุ่ง – แนวที่ 2 คือเน้นแสงสี ย่อยง่าย หวือหวาผจญภัย ยิงเวทย์สู้กันมันส์ๆ และอีกแนวคือพันธุ์ผสม ที่จับเอาแนวแรกมาเจอกับแนว 2 นั่นเอง

สำหรับ The School for Good and Evil ถือว่าเข้าข่ายแนว 2 ครับ ดูง่าย เสพง่าย สนุกดี สีสันเยอะ เพียงแต่อาจจะไม่ถึงขั้นสุดยอดมากมายเท่านั้น

เนื้อเรื่องง่ายๆ ครับ โซฟี (Sophia Anne Caruso) กับอกาธา (Sofia Wylie) เป็นเพื่อนกัน แล้วอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ก็โดนพาตัวไปยังโรงเรียนแห่งความดีและความชั่ว โดยโซฟีถูกจับไปอยู่ฝั่งชั่ว ส่วนอกาธาไปอยู่ฝั่งดี แล้วมิตรภาพไมตรีของพวกเธอก็ต้องพบกับบททดสอบครับ

หนังเน้นบันเทิงครับ อุดมแสงสี มีการร่ายเวทย์-ยิงพลัง-ฟันดาบใส่ลงไปเป็นระยะ ระหว่างทางก็มีการทิ้งปมปริศนาเช่นว่า โซฟีกับอกาธาน่าจะถูกนำตัวไปผิดฝั่ง หรือเหตุที่เกิดขึ้นน่าจะมีคนวางแผนอยู่เบื้องหลัง ทุกอย่างก็ถูกวางไว้แบบหลวมๆ ครับ ไม่ได้หนักแน่นหรือเข้มข้นอะไรมาก ดังนั้นใครคาดหวังแฟนตาซีสายเข้มสายหนักแบบ The Lord of the Rings นี่ก็ต้องปรับใจไว้ก่อนเลยครับ มันไม่ใช่อะไรแบบนั้นหรอก – แต่ถ้าใครชอบแบบ Harry Potter ล่ะก็ เรื่องนี้น่าจะเข้าทางครับ

ด้วยความที่หนังยาวราวๆ 2 ชั่วโมง 27 นาที ก็แอบรู้สึกว่ามันยาวอยู่ แต่ครั้นพอได้ดูก็ไม่น่าเบื่อนะครับ ดูได้เรื่อยๆ เพราะหนังมีอะไรมาเสิร์ฟให้เราดูตลอด เช่น 2 ตัวนำอย่าง Caruso กับ Wylie ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีครับ แล้วก็ได้ดาราสมทบมืออาชีพมาเสริมไม่ว่าจะ Charlize Theron, Kerry Washington, Laurence Fishburne และ Michelle Yeoh ซึ่งแต่ละคนอาจไม่ถึงกับขโมยซีน (และบางฉากอาจรู้สึกล้นๆ) แต่อย่างน้อยก็กระตุ้นความน่าสนใจให้กับหนังเป็นพักๆ

นอกจากนี้ระหว่างทางก็มีปมมาโปรยอย่างที่บอกไป หรือไม่ก็มีฉากแฟนตาซีเล่น CG แทรกมาเรื่อยๆ ส่วนความฮานี่ถือว่าไม่เยอะครับ ส่วนใหญ่โทนหนังจะเน้นไปที่แฟนตาซีมากกว่าจะชวนให้เราขำ (อันนี้บอกเผื่อไว้สำหรับคนที่คาดหวังว่าหนัง Paul Feig จะต้องขำเป็นสรณะ)

Untitled08612

หนังมีการเปิดประเด็นคำถามเกี่ยวกับนิยามที่แท้ของความดีและความชั่ว รวมถึงสมดุลย์ต่างๆ ของโลก อีกทั้งความสุดโต่งบางประการของแต่ละขั้วที่บางครั้งก็น่าขัน แต่หนังก็เพียงแค่แตะแบบเล็กๆ น้อยๆ ครับ ไม่ได้ลงลึกอะไร – ขณะเดียวกันปมส่วนใหญ่ก็คลี่คลายแบบง่ายๆ ครับ หลายเรื่องหลายประเด็นก็ลงเอยแบบง่ายๆ จนบางทีก็แอบคิดเหมือนกันว่า “ง่ายไปไหมเนี่ย” – เพราะถ้ายากอีกนิด น่าจะทำให้หนังดูมีอะไรมากกว่าที่เป็น

Paul Feig กำกับครับ ซึ่งถ้าให้เทียบกับผลงานก่อนๆ ของเขาไม่ว่าจะ Bridesmaids, The Heat, Spy, Ghostbusters (2016), A Simple Favor หรือ Last Christmas ก็คงต้องบอกว่าผลงานเรื่องนี้ดูจะเบาอยู่ ความกลมกล่อมไม่มากเท่าเรื่องก่อนๆ แต่กระนั้นมันก็ยังดูเอาเพลินได้อยู่น่ะครับ

และที่ผมชอบอีกอย่างในหนังของ Feig คือ เขาจะเป็นผู้กำกับที่ใส่ใจใน End Credits ครับ สังเกตดูว่าตอน End Credits ขึ้นมันจะมีรายละเอียดลูกเล่นให้ดูกัน จะไม่ใช่แค่ตัวอักษรขึ้นเป็นพรืดกับฉากหลังสีดำเท่านั้น ซึ่งก็พอดีว่าผมเป็นคนชอบดู End Credits อยู่แล้วก็เลยเข้าทางครับ นั่งดู End Credits สวยๆ พร้อมลูกเล่นเพลินๆ ไปจนจบเลย

อีกส่วนที่ชอบคืองาน CG ครับ ถือว่าเนี๊ยบใช้ได้ทีเดียว หลายฉากก็เนรมิตออกมาได้น่าจดจำโดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเวทย์โลหิตนี่ถือว่าทำออกมาสวย พริ้ว และดูน่ากลัวอยู่ในที – อีกคนที่ต้องชมคือ Theodore Shapiro คอมโพเซอร์คู่บุญของผู้กำกับ Feig ซึ่งสกอร์ในเรื่องนี้อาจไม่ใช่งานที่เด็ดที่สุดของเขา แต่เขาบรรเลงออกมาได้อารมณ์แฟนตาซีแบบพอเหมาะ และบางฉากก็ทรงพลังทีเดียว อย่างฉากในหอคอยโลหิตที่อกาธาไปเห็นเป็นต้น

ว่าง่ายๆ เลยคือดูได้สำหรับคอหนังสายบันเทิง แต่อาจต้องลดความคาดหวังก่อนดู (บางคนก็อาจบอกตัวเองว่า หนัง Netflix ก็ประมาณนี้นั่นแหละ ก็ว่ากันไปครับ) ดูเพื่อเสพความบันเทิง ดูเพื่อเสพแฟนตาซี ดูหนึ่งจบก็ได้หนึ่งเพลิน – ซึ่งผมเชื่อว่าต้องมีคนชอบและเอามาดูซ้ำครับ แต่ที่ดูแล้วเฉยก็คงมีเหมือนกัน

ส่วนผมคงมีการเปิดดูซ้ำครับ เพราะภรรยาชอบแนวนี้ และผมเองก็สนุกกับหนังนะ ไม่ถึงขั้นชอบจัดๆ แต่ก็อยู่ในข่ายชอบมากกว่าไม่ชอบครับ โอเคเลยสำหรับหนังแนวแฟนตาซี – แต่ถ้าถามว่าลึกๆ แล้วอยากให้หนังมีอะไรมากกว่านี้สักหน่อยไหม คำตอบก็คือ อยากครับ

และแน่นอนว่าหนังเปิดช่องสำหรับภาคต่อ ก็รอดูกันไปครับว่าจะมีตามออกมาไหม – ถ้ามีออกมาก็พร้อมดูครับ

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)

Untitled08611